Bhutan Center inner page header image

ศิลปวัฒนธรรม

วัฒนธรรมภูฏาน

ชาวภูฏานนับถือศาสนาพุทธตันตระ-วัชรยาน ทำให้ศิลปวัฒนธรรมตลอดจนการดำเนินชีวิตได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาทั้งสิ้น ภูฏานเป็นประเทศที่อยู่กลางหุบเขา ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ มีความเป็นชนบท ผู้คนจึงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สมถะ วัฒนธรรมภูฏาน เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนที่นี่เพิ่มขึ้นทุกปี

วัฒนธรรมการไหว้

ประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ มักจะมีวัฒนธรรมการไหว้มาจากประเทศอินเดีย ชาวภูฏานจะไหว้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ส่วนการไหว้พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นการกราบแบบ “อัษฎางคประดิษฐ์” ซึ่งเป็นการกราบโดยนอนราบให้อวัยวะส่วนสำคัญสัมผัสกับพื้นทั้ง 8 ส่วน ได้แก่ มือทั้งสอง เข่าทั้งสอง เท้าทั้งสอง ลำตัว และหน้าผาก จากนั้นลุกขึ้นมาใหม่โดยไม่ยกเท้าออกจากพื้น

การไหว้ | วัฒนธรรมภูฏาน

 

วัฒนธรรมความเชื่อ

ประเทศภูฏาน เป็นประเทศเดียวในโลกที่ยอมรับศาสนาพุทธตันตระ-วัชรยาน เป็นศาสนาประจำชาติ เชื่อเรื่องเวรกรรม การเวียนว่ายตายเกิด การบรรลุนิพพานเพื่อหลุดพ้นทุกข์และสังสารวัฏ นับถือเทพเจ้าและพระโพธิสัตว์ มีพิธีกรรมที่กระทำเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและชักนำสิ่งดีๆมาสู่ชีวิต สิ่งที่คุณจะได้เห็นอยู่ประจำเมื่อมาเที่ยวที่ประเทศนี้คือ “กงล้อมนตรา” การหมุนกงล้อมนตราเท่ากับการสวดมนต์หลายพันบทและหลายพันครั้ง ขณะที่หมุนจะท่องบทสวดมนต์ว่า “โอม มณี ปัทเม หุม” ภายในกงล้อมนตราที่มีลักษณะเป็นแท่งกลมๆ มีแกนกลางเพื่อให้หมุนได้ ภายในบรรจุม้วนกระดาษเขียนบทสวดมนต์เป็นพันบท คุณจะเห็นกงล้อนี้อยู่ตามบริเวณวัด ทางเดิน กลางหุบเขา หรือทางแม่น้ำลำธาร ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก และขนาดพกพาที่มีก้านสำหรับให้ถือหมุน ตามหมู่บ้านบางแห่งจะทำกงล้อมนตราขนาดใหญ่บนทางน้ำไหลให้สายน้ำขับเคลื่อนให้กงล้อหมุน เชื่อกันว่าพลังแห่งมนตราจะกระจายไปทั่ว ช่วยปกป้องคุ้มครองคนในหมู่บ้าน

ความเชื่อ | วัฒนธรรมภูฏาน

 

วัฒนธรรมการแต่งกาย

ชุดประจำชาติของผู้ชายเรียกว่า “โค” ของผู้หญิงเรียกว่า “คีร่า” คนภูฏานสวมชุดประจำชาติเป็นชุดทำงาน ชุดนักเรียน ชุดทางการในชีวิตประจำวันเกือบจะตลอดเวลา ทำให้นักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ มองไปทางไหนก็จะได้สัมผัสบรรยากาศผู้คนในชุดประจำชาติน่าประทับใจ ชุดโคของผู้ชายจะมีผ้าผืนใหญ่สะพายบ่า พันเฉียงไปทางขวา เรียกว่า “กับเนะ” เป็นธรรมเนียมบุรุษภูฏานแสดงถึงตำแหน่งฐานะทางสังคมของผู้นั้น อย่างผ้าสีขาวมีขอบ เป็นของสามัญชน ผ้าสีเขียวคือผู้พิพากษา พระมหากษัตริย์และพระสังฆราชาแห่งภูฏานใช้ผ้าผืนใหญ่สีเหลืองอมส้ม มีถุงเท้ายาวสวมขึ้นมาถึงใต้เข่า ชุดคีร่าของผู้หญิงเป็นผ้าทอพื้นเมือง มีความยาวเกือบถึงพื้นดิน เป็นผ้าทอพื้นเมือง ลวดลายสีสันหลากหลายและสวยงาม

การแต่งกาย | วัฒนธรรมภูฏาน

 

วัฒนธรรมสถาบันพระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภูฏานดั่งเช่นประเทศไทย เพิ่งมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเมื่อสมัยรัชกาลองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก โดยมีกษัตริย์เป็นประมุข แต่เดิมนั้นภูฏานปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวภูฏานให้ความเคารพรักกษัตริย์ของตนมาก พระองค์ทรงมีความเป็นกันเอง และใกล้ชิดพสกนิกร เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรโดยตลอด ไม่ว่าใกล้หรือไกล ไม่ว่าการเดินทางจะยากลำบากแค่ไหน ทรงเข้าถึงทุกพื้นที่ที่ห่างไกลหรือกันดาร

พระมหากษัตริย์ | วัฒนธรรมภูฏาน

 

วัฒนธรรมภาษา

ภูฏานมีภาษาราชการหรือภาษาประจำชาติเรียกว่า ภาษาซงคา หรือ ฌงฆะ หรือ ซองคา (Dzongkha) ก่อนหน้านั้นเป็นภาษาถิ่นใช้กันในแถบตะวันตก อักขรวิธีและการออกเสียงคล้ายภาษาทิเบต มีแบบอย่างมาจากเทวนาครีของสันสกฤต ซงคา คล้ายภาษาภาคกลางของทิเบต ซง หรือ ซอง แปลว่า ป้อมปราการที่อยู่ของเจ้าเมือง ซองคา หมายถึง ชาวป้อมปราการ เป็นภาษาที่ชาวชาชฮอปใช้กันมาก

เมืองบุมทัง ภาคกลางของประเทศพูดคล้ายทิเบตและยังแยกย่อยไปอีกหลายภาษา ส่วนชาวเนปาลีอพยพอยู่ในภาคใต้พูดภาษาตระกูลอินโดอารยัน ชาวภูฏานพูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แม้ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติใดมาก่อนเลย ทั้งนี้เพราะภูฏานมีโรงเรียนที่สอนภาษาอังกฤษเป็นภาคบังคับ นักท่องเที่ยวจึงสามารถสื่อสารกับชาวภูฏานด้วยภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่ต้องการให้พลเมืองของตนไปศึกษาหาความรู้ทางตะวันตกต่อไปในภายหน้า หรือรู้เท่าทันโลกภายนอกให้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อใช้สื่อสารกับอาคันตุกะจากต่างแดนและการแสวงหาวิทยาการของโลก รวมถึงสื่อสารกับชาวเนปาลและอินเดียได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามคนภาคตะวันออกจะพูดภาษา ชาชฮอป (Sharchop) หรือ ฮาชังลา ทางตอนใต้เป็นพลเมืองเชื้อสายเนปาลที่อพยพเข้ามาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่19 จะพูดเป็นภาษาเนปาลี หรือ อินโดอารยัน ส่วนตอนกลางของประเทศ ตามหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลเมืองใช้ภาษาท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษากลางในภูฏานที่ใช้ได้เกือบทุกภาค

ภาษา | วัฒนธรรมภูฏาน

 

วัฒนธรรมอาหาร

ชาวภูฏานไม่ฆ่าสัตว์ เนื้อสัตว์จึงนำเข้ามาจากประเทศอินเดีย โดยมากจะรับประทานข้าวไม่ขัดสี ผักและผลไม้ เนื่องจากมีภูมิประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย อากาศหนาวโดยเฉพาะตอนเหนือที่เป็นภูเขาสูง จึงนิยมรับประทานพริก เพราะมีฤทธิ์ร้อน ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สำหรับคนภูฏาน พริกเป็นเหมือนผักชนิดหนึ่ง สามารถรับประทานสดๆ ได้เลย หากได้เดินเล่นตามตลาดภูฏาน หรือแผงขายของข้างทาง จะเห็นชีสทำเป็นก้อน ร้อยกับเชือก นำมาสวมคอ แล้วค่อยๆ รับประทาน ช่วยเรื่องความอบอุ่นแก่ร่างกายเช่นกัน ไม่แปลกเลยที่อาหารประจำชาติภูฏานนั่นคือ พริกผัดกับชีส เรียกว่า “Emadatshi”

อาหาร | วัฒนธรรมภูฏาน

วัฒนธรรมอื่นๆ

วัฒนธรรมภูฏาน ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์ของประเทศ ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ห้ามซื้อขายบุหรี่ในที่สาธารณะ เราจึงไม่พบเห็นภาพผู้คนยืนสูบบุหรี่อยู่ทั่วไป นอกจากว่านักท่องเที่ยวจะนำบุหรี่มาสูบเอง โดยจะอนุญาตให้สูบได้ในบางสถานที่เท่านั้น ซื้อขายบุหรี่ถือว่าผิดกฎหมายภูฏานและยังห้ามนำเข้าบุหรี่อีกด้วย

ศิลปะภูฏาน

ศิลปะแบบภูฏานได้รับอิทธิพลมาจากทิเบตสั่งสมมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่มีความแตกต่างที่เป็นลักษณะของภูฏานเองและล้วนเป็นงานศาสนา สร้างเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสอนหรือไว้สำหรับสักการะ ชาวภูฏานไม่ได้มองว่าเป็นงานศิลปะ ลักษณะเด่นของศิลปะภูฏาน คือ

1. ไม่ปรากฏชื่อศิลปินผู้รังสรรค์ผลงาน เดิมทีผู้สร้างผลงานศิลปะศาสนาคือลามะ ซึ่งถึอว่าเป็นการสั่งสมบุญ จึงไม่มีการลงชื่อที่ผลงาน

2. เป็นงานศาสนศิลป์ หรือศิลปะเกี่ยวข้องกับศาสนา งานจิตรกรรมแสดงเรื่องราวพระธรรมคำสอน ประติมากรรมพระพุทธรูป สถาปัตยกรรมศาสนสถาน

3. ความงามในเชิงสุนทรียะไม่ใช่เป้าหมายหลัก งานศิลปะทางศาสนาเหล่านี้ที่สร้างเสร็จจะถูกปลุกเสกให้เป็นตัวแทนของเทพเจ้า แล้วเคารพบูชา

จิตรกรรม

จิตรกรรมของภูฏานแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

1. เขียนลายประดับรูปประติมากรรม ประติมากรรมดินเหนียวจะเขียนลายและลงสีทั่วทั้งองค์ ถ้าเป็นประติมากรรมโลหะจะลงลายเฉพาะส่วนพระพักตร์

2. จิตรกรรมฝาผนัง ที่ภูฏานจะนำดินมาฉาบผนังไว้ก่อนหนึ่งชั้น รอจนแห้งแล้วขัดผิวให้เรียบแล้วจึงเขียนลายลงสี แต่มีเทคนิคที่แพร่หลายกว่านั้นคือ การแปะผ้าติดผนัง ช่างจะเขียนลายและลงสีบนผืนผ้าชั้นดีก่อนแล้วนำมาติดให้เป็นเนื้อเดียวกันกับผนัง ใช้แป้งเปียกฉาบทับอีกทีเพื่อป้องกันแมลง

3. เขียนภาพทังกาหรือภาพพระบฏ ภาพวาดแทนพระพุทธเจ้าเปรียบได้กับพระพุทธรูป เป็นพุทธศิลป์ระดับสูง ใช้สีธรรมชาติ ในสมัยก่อนบางสีหายากขนาดว่าต้องเสาะหาแร่ธาตุจากแถบเทือกเขาหิมาลัย และใช้ทองคำเป็นส่วนผสม ผ้าทังกาใช้เวลาในการวาดลายลงสีอย่างประณีตละเอียดซับซ้อน เก็บรักษาอยู่ได้ถึง 400 ปี จะนำออกมากางแสดงให้เห็นเฉพาะในวันสำคัญ โอกาสพิเศษ เทศกาลประจำปีเท่านั้น ภาพทังกาอัดแน่นไปด้วยสีสันหลากหลายสวยงาม บางภาพลงสีทองเป็นพื้นหลังตัดด้วยเส้นสีแดงและดำ ถ้าเป็นภาพเทพเจ้าภาคดุร้ายจะใช้สีดำเป็นพื้นหลังตัดด้วยเส้นสีแดงและสีทอง เมื่อวาดภาพเสร็จจะนำผ้าต่วนหลากสีมาติดเป็นขอบ แต่ละสีมีความหมายเชิงสัญลักษณ์แฝงอยู่ แล้วนำไม้สองท่อนมาติดขอบด้านบนล่างเพื่อใช้เป็นที่แขวน นอกจากนั้นการทำภาพทังกายังมีเทคนิคสำคัญอีกสองอย่างที่ใช้ทำภาพทังกาผืนใหญ่แขวนนอกกำแพงป้อมปราการในช่วงงานเทศกาลทางศาสนา แต่ไม่เกี่ยวกับการเขียนภาพ นั่นคือ เทคนิคการปัก และเทคนิคการทำอัปปลิเก

จิตรกรรม | วัฒนธรรมภูฏาน

 

ประติมากรรม

ประติมากรรมในภูฏานมีน้อยมาก นอกจากการแกะสลักอักษรบนกำแพงหินหรือหน้าผา เรื่องราวน่าสนใจของประติมากรรมภูฏานคือ “ต้นไม้แห่งชีวิต” คือ แกนไม้ที่จารึกบทสวดมนต์ พันทบด้วยผ้าหลายชั้น พอกดินเหนียวปิดให้มิดชิด นำมาบรรจุในรูปประติมากรรมดินเหนียว สถูป และรูปหล่อโลหะ เทคนิคการหล่อที่แพร่หลายคือการพิมพ์ขี้ผึ้ง ประติมากรรมและสถูปโลหะส่วนใหญ่ทาสีทอง บางครั้งประดับด้วยหินปะการังและเทอร์ควอยซ์

ประติมากรรม | วัฒนธรรมภูฏาน

 

สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมภูฏานที่คุณจะได้พบเห็นเมื่อมาเที่ยวที่นี่คือ สถูปเจดีย์ วัด อาราม ป้อมปราการ และอาคารบ้านเรือน วัสดุก่อสร้างและลวดลายสีสันมีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สถูปเจดีย์มี 3 แบบ คือ แบบเนปาล แบบทิเบต และแบบภูฏานทรงสี่เหลี่ยมมีหลังคา ภายในสถูปมี “ต้นไม้แห่งชีวิต” พระพุทธรูป พระสูตร สมุนไพร และอาวุธบรรจุอยู่ภายใน ระหว่างสถูปสององค์อาจมีกำแพงหิน ที่เรียกว่า “กำแพงมานี” เชื่อมอยู่  ชาวภูฏานมีความเชื่อว่าสถูปจะช่วยขับไล่ภูตผีปีศาจ จึงมักสร้างตามสี่แยก สะพาน ช่องเขา ที่เป็นจุดอันตรายเพื่อคุ้มครองผู้ที่ผ่านไปมาให้เดินทางปลอดภัย

วัดในภูฏานเรียกว่า “ลาคัง” ลาคังที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ จะหมายถึงวัด แต่ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของอารามที่เรียกว่า “กมปา” ลาคังจะเป็นวิหารหรือหอพระมากกว่า ลาคังเป็นอาคารชั้นเดียว ทาสีแดงเป็นแถบคาดผนังทั้งสี่ด้าน ลาคังบางแห่งเก่าแก่หลายร้อยปี ส่วนกมปา หรืออาราม มี 2 แบบ คืออารามหมู่ และอารามป้อม อารามหมู่อายุเก่าแก่กว่าอารามป้อม อารามที่มีชื่อเสียงของภูฏาน ได้แก่ กังเตกมปา

ซอง หรือ ป้อมปราการ เป็นสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงอย่างมากของภูฏาน จะสร้างไว้ตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญเนื่องจากคอยป้องกันข้าศึก มีกำแพงแข็งแรง ประกอบด้วยหอกลาง ลานเอนกประสงค์ อาคารราชการ วิหาร ซองตามเมืองสำคัญ ได้แก่ พาโรรินปุงซอง ตาชิโชซองเมืองทิมพู พูนาคาซอง

สถาปัตยกรรมพื้นบ้านของภูฏาน มีวัสดุไม้เป็นองค์ประกอบ ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวคือหน้าต่างแบบภูฏาน กรอบหน้าต่างมีสีสันและลวดลายที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางศาสนา บ้านในชนบทภูฏานเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีหนึ่งหรือสองชั้น จะนิยมทาสีขาว เขียนลายสวยงาม

สถาปัตยกรรม | วัฒนธรรมภูฏาน

 

หัตถกรรม

“โซริกซูซุม” หมายถึง งานช่างสิบสามหมู่ เป็นการจัดประเภทงานช่างของภูฏานเป็น 13 ประเภท มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่17 ได้แก่ งานเครื่องไม้ งานก่อหิน งานประติมากรรม งานจิตรกรรม งานปั้นดินเหนียว งานหล่อโลหะ งานกลึงไม้ งานหลอมโลหะ งานเครื่องประดับ งานสานไม้ไผ่และหวาย งานผลิตกระดาษ งานปัก และงานทอ งานหัตถกรรมที่ภูฏานมีราคาค่อนข้างแพง เพราะไม่ได้ทำมาเพื่อขายโดยตรง แต่ทำมาใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเครื่องจักรมีน้อย ขาดแรงงาน ต้องทำเองทุกขั้นตอน สินค้าจึงไม่เพียงพอกับความต้องการ ผ้าทอพื้นเมือง ผ้าทอแบบโบราณของภูฏานมีชื่อเสียง มักทอเป็นแถบลายริ้ว ลายตาราง มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เครื่องประดับของภูฏานทำจากทองและเงิน ฝังพลอย แกะสลักเป็นสัญลักษณ์นำโชค อัญมณีโด่งดังที่สุดและมีราคาสูงมากคือ หินปะการังและหินชี (หินโมรามีเส้นสีขาวฝังอยู่) สร้อยหินปะการังหรือสร้อยหินชีที่พบเห็นสตรีภูฏานสวมใส่ในงานเทศกาลเป็นมรดกตกทอดกันในตระกูล ราคาซื้อขายหินชีในประเทศสูงถึง 2,500 – 3,000 ยูโร และทางการภูฏานห้ามนำหินชีออกนอกประเทศเด็ดขาด งานแกะสลักไม้ผลิตกันส่วนใหญ่ในเขตตาชิยังซี ทางภาคตะวันออก จะใช้ไม้สนหรือไม้วอลนัต ส่วนงานหัตถกรรมไม้ไผ่และหวายมาจากชาวบ้านเขตปกครองเค็ง และที่ภูฏานก็ยังมีการทำกระดาษจากเปลือกไม้ชนิดพิเศษ

หัตถกรรม | วัฒนธรรมภูฏาน

 

การแสดงและดนตรี

ที่มาของการแสดงและดนตรีภูฏาน มีรากเหง้ามาจากศาสนาพุทธตันตระ ครั้งที่ท่านคุรุ รินโปเชนำศาสนาพุทธเข้ามาในดินแดนนี้ ท่านต้องต่อสู้กับภูตผีปีศาจที่ชาวพื้นเมืองนับถืออยู่ก่อนแล้ว ท่านจึงคิดกุศโลบายผนวกเอาภูติผีปีศาจทั้งหลายมาเป็นธรรมบาลในพุทธศาสนาให้ชาวบ้านเห็นว่าศาสนาพุทธมีอำนาจเหนือกว่าวิญญาณชั่วร้าย การทำพิธีทางศาสนาพุทธในภูฏานจึงต้องมีการร่ายรำของเหล่าภูตผีปีศาจ จนพัฒนากลายมาเป็นระบำ เช่น ระบำกลอง และระบำหน้ากากเซชูที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาชมให้เห็นกับตา โดยจะจัดเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่ประจำปี แสดงโดยพระและฆราวาส มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสั่งสอนศีลธรรม เล่าเรื่องราวในพระพุทธศาสนา ปกป้องคุ้มครองหมู่บ้านหรือเมืองจากวิญญาณร้ายและประกาศชัยชนะของท่านคุรุ รินโปเช ใช้เครื่องดนตรีฉาบ แตรงอน และกลอง เครื่องแต่งกายสีสด ท่าทางการรำเลียนแบบท่าเต้นของเทพยดาบนสวรรค์ที่เกจิอาจารย์พบเห็นระหว่างเข้าฌานสมาธิ ซึ่งการดูนาฏกรรมให้ซาบซึ้งรสพระธรรม ชาวพุทธควรเข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆ ทางศาสนาด้วย ระบำหน้ากากเซชูเป็น วัฒนธรรมภูฏาน ที่มีมนตร์ขลังดึงดูดให้นักท่องเที่ยววางแผนมาเยือนภูฏานในงานเทศกาลประจำปี

การแสดงดนตรี | วัฒนธรรมภูฏาน

 

ขอบคุณรูปภาพ: David Ducoin, Christinechitnis.com, Expert Expedition, Bhutan Bhutan, Traveling Solemates, Choki Traditional Art School, Caroline Mira Sebastian, Alternative Escapes, Bhutan Trip Planner